ผ้าสแลนของเรา สยามเน็ตอินดัสตรีส์ เลือกใช้เส้นใย HDPE (High Density Polyethylene) 100% เป็นวัสดุหลักในการผลิต เพื่อให้ได้คุณสมบัติที่ตอบโจทย์การใช้งานในระยะยาว ทั้งความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความทนทานต่อแสงแดดและสภาพอากาศกลางแจ้ง
จุดเด่นที่เห็นได้ชัดจากการใช้งานจริง ได้แก่:
- ทนต่อรังสี UV ได้ดี โดยไม่เปราะหรือกรอบง่าย
- คืนตัวได้ดีเมื่อขึงติดตั้ง ผ้าจะตึงเรียบสม่ำเสมอ
- พับ ม้วน ดัดโครงสร้างได้ โดยไม่เสียรูปทรง
อย่างไรก็ตาม หากสังเกตในขณะจัดเก็บ อาจพบว่าเส้นใยในม้วนดู อาจเห็นเส้นใยบางส่วนดูคลายตัวหรือไม่เป็นระเบียบขณะม้วนจัดเก็บ ซึ่งเป็นผลจากธรรมชาติของเส้น HDPE ที่มีความยืดหยุ่นสูง — ไม่ใช่ข้อบกพร่องของสินค้า ในทางตรงกันข้าม เมื่อขึงหรือติดตั้งจริง ผ้าจะคืนรูปอย่างสวยงาม ด้วยโครงสร้างการทอที่ออกแบบมาเพื่อรองรับแรงดึงได้อย่างมั่นคง
ในทางกลับกัน วัสดุอย่างโพลีโพรพิลีน (PP) — ไม่ว่าจะเป็น PP 100% หรือ เส้นผสม PP/HDPE — แม้จะมีความคงตัวดีในขณะม้วน ทำให้ดูเรียบร้อยกว่าในระยะจัดเก็บ แต่ในแง่ของอายุการใช้งานจริงนั้น PP มีความทนทานต่อรังสี UV ต่ำกว่า HDPE ประมาณ 1.5–2 เท่า*
*อ้างอิงจากฐานข้อมูลโพลิเมอร์ (Polymer Database) และงานวิจัยด้านวัสดุศาสตร์:
- เส้นใย PP กลางแจ้งอาจเริ่มเสื่อมภายใน 1–2 ปี
- เส้นใย HDPE สามารถใช้งานได้นานกว่า 3–5 ปี หรือมากกว่านั้น ขึ้นกับสูตรการผลิตและการใช้งานจริง
แม้ผู้ผลิตบางรายจะเติม สารป้องกันแสง UV (UV Stabilizer) ลงไปในเนื้อเส้นใย แต่โครงสร้างทางเคมีของ PP ยังคงเปราะแตกได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับแดดจัดต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิประเทศที่มีแสงอาทิตย์แรง เช่น ประเทศไทย
การเลือกใช้ HDPE 100% จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของคุณภาพ แต่คือการออกแบบเพื่อความมั่นใจในระยะยาว
เราเชื่อว่าผ้าที่ใช้งานกลางแจ้งจริง ต้องให้มากกว่าความสวยงามในม้วน — ต้องทนทาน ใช้งานได้จริง และมีอายุการใช้งานที่ยืนยาว
เมื่อ “ความทน” ไม่ได้มาจาก HDPE เพียงอย่างเดียว
เพื่อให้ผ้าสแลนสามารถรองรับการใช้งานในทุกสภาพแวดล้อม เช่น สภาพอากาศทั่วไป แสงแดดจัด ฝุ่นควัน ความชื้น หรือการเสียดสีต่อเนื่อง ผ้าสแลนของเราไม่เพียงแค่เลือกใช้เส้นใย HDPE 100% ที่มีความแข็งแรงและยืดหยุ่นสูงเท่านั้น แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพด้วย สารเติมแต่งคุณภาพ (Additive Substances) ที่ผสมเข้าไปตั้งแต่กระบวนการผลิตเส้นใย
สารเหล่านี้เปรียบได้กับเกราะป้องกันระดับโมเลกุล ที่ช่วยให้เส้นใยทนต่อแรงทำลายจากธรรมชาติได้นานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ:
- UV Stabilizer: ป้องกันไม่ให้เส้นใยเสื่อมสภาพจากรังสี UV โดยตรง
- UV Absorber: ดูดซับพลังงานจากแสง UV และช่วยลดการสะสมความร้อนในเนื้อผ้า
- Antioxidants: ช่วยชะลอปฏิกิริยาออกซิเดชันที่ทำให้พอลิเมอร์เปราะและกรอบ
- Antistatic Agents: ลดการสะสมของไฟฟ้าสถิต ช่วยให้ฝุ่นไม่เกาะง่ายในระหว่างใช้งาน
ในขณะที่ผ้าสแลนบางประเภทในท้องตลาด อาจมีการเติม สารประกอบแคลเซียม (Calcium Compound) เพื่อเพิ่มน้ำหนักของผลิตภัณฑ์ และลดต้นทุนการผลิตในระยะสั้น แต่หากเติมในสัดส่วนสูง สารประกอบแคลเซียมอาจส่งผลให้โครงสร้างของเส้นใยเปราะ และเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเจอสภาวะการใช้งานในแสงแดดจัดเป็นเวลานาน
ด้วยเหตุนี้เราจึงเลือกใช้เฉพาะสารเติมแต่งที่ “ส่งเสริมแต่ไม่ลดทอนคุณภาพ” ของผ้าสแลนทั้งทางตรง และทางอ้อม เพื่อให้ผ้าสแลนของเราเหมาะสมกับการใช้งานกลางแจ้งอย่างแท้จริง
เส้นใยแบน (Flat Yarn) คืออะไร? แล้วเกี่ยวอะไรกับคุณภาพของผ้าสแลน?
เส้นใยแบน (Flat Yarn) หรือ เส้นแบนลักษณะคล้ายแถบเทป เป็นเส้นใยที่ทำให้ผ้าสแลนมีผิวแน่น กระจายแสงได้ดี และให้ร่มเงาที่สบายตา
สำหรับผ้าสแลนของสยามเน็ตอินดัสตรีส์ มีความโดดเด่นดังต่อไปนี้:
- ผลิตด้วย เส้นใยแบน HDPE 100% ส่งผลผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ให้ตัวได้ดี ทนต่อแสงแดด และอายุการใช้งานยาวนาน
- ไม่มีส่วนผสมของสารประกอบแคลเซียม ที่ทำให้เส้นใยมีนำหนักเพิ่มขึ้น เปราะ และแตกสลายได้ง่ายเมื่อใช้งานในสภาวะแวดล้อมกลางแจ้ง หรือในพื้นที่ปิดที่มีอากาศร้อนอบอ้าว
ตารางเปรียบเทียบวัสดุเส้นใยที่ใช้ในผ้าสแลน HDPE vs PP
|
ประเภทเส้นใย |
ข้อดี |
ข้อจำกัด |
|
เส้นใยแบน HDPE 100% |
• ทนต่อแสง UV ได้ดี • อายุการใช้งานยาวนาน • เนื้อผ้าดูแน่นและกระจายแสงนุ่มสบาย • ไม่เปราะแตกเมื่อโดนแดดจ้า |
• มีความยากในขั้นตอนการผลิต ต้องอาศัยเครื่องจักรและเทคนิคเฉพาะ • ต้นทุนสูงกว่าวัสดุผสม |
|
เส้นใยแบนผสมระหว่าง PP/HDPE |
• ทอได้ง่าย ควบคุมรูปทรงได้ดี • ดูสวยเรียบในม้วน |
• อายุการใช้งานสั้น • เสื่อมสภาพเร็ว แม้เติมสาร UV • เปราะเมื่อเจอความร้อนสูง |
|
เส้นใยแบนผสมสารประกอบแคลเซียม |
• ต้นทุนต่ำ • น้ำหนักมาก ดูเหมือนหนาแน่น |
• เปราะ แตกง่าย • ไม่ทน UV • เสื่อมเร็วโดยเฉพาะเมื่อใช้งานกลางแจ้ง |
ค่าอัตราการกรองแสง (Shade Factor) ที่เลือกได้เหมือนปรับแสงในกล้องถ่ายรูป
หนึ่งในคุณสมบัติสำคัญของผ้าสแลน คือ ค่าอัตราการกรองแสงที่สามารถปรับเลือกได้ เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานและสภาพแวดล้อมของพื้นที่จริง
การเปรียบเทียบ ค่าอัตราการกรองแสง กับ ค่ารูรับแสงในกล้องถ่ายรูป — ยิ่งค่า อัตราการกรองแสงสูง แสงก็จะสามารถผ่านเข้ามาน้อยลง พื้นที่ก็จะร่มและทึบแสงมากขึ้น
ผ้าสแลนของสยามเน็ตอินดัสตรีส์มีทั้งแบบทอและแบบถัก โดยมีค่ากรองแสงให้เลือกดังนี้:
- แบบทอ: 50%, 60%, 70%, และ 80%
- แบบถัก: 90% และ 95%
นอกจากนี้ เรายังสามารถผลิตตามสเปกเฉพาะ เช่น ต้องการกรองแสง 85% หรือ 92% ได้เช่นกัน โดยอ้างอิงจากความต้องการเฉพาะของลูกค้าในแต่ละหน้างานจริง
แนวทางเลือกอัตราการกรองแสงให้เหมาะสมกับการใช้งาน
เพื่อการใช้งานที่ตรงจุด ค่า อัตราการกรองแสง (Shade Factor) ที่เหมาะสม ไม่ได้วัดจากตัวเลขเปอร์เซ็นต์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึง ประเภทของพืช สภาพแวดล้อม วัตถุประสงค์ของพื้นที่ และพฤติกรรมของผู้ใช้งาน
ต่อไปนี้คือตัวอย่างการเลือกค่ากรองแสงตามที่อ้างอิงข้อมูลจาก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO), ShelterProjects.org และประสบการณ์จากภาคสนาม:
|
ค่าการกรองแสง (%) |
ปริมาณแสงที่ผ่าน (%) |
เหมาะกับการใช้งาน |
|
30–50% |
70–50% |
พืชที่ต้องการแสงมาก เช่น ผักสลัด ต้นกล้า มะเขือเทศ |
|
50–70% |
50–30% |
พืชที่ต้องการแสงปานกลาง เช่น ดอกไม้ ไม้ประดับ ไม้ผลบางชนิด |
|
70–90% |
30–10% |
พืชที่ต้องการแสงน้อย เช่นฟาร์มเห็ด, ลานจอดรถ และ พื้นที่ทำงานกลางแจ้ง |
| 90–95% | 10–5% |
พื้นที่แดดจัดมากที่ต้องการร่มเงา เช่น สนามเด็กเล่น ลานจอดรถโล่ง ที่พักผู้โดยสาร จุดพักผ่อนภายนอก และ ที่พักริมทาง |
รู้หรือไม่? ผ้าสแลนที่เหมาะสมช่วยได้มากกว่าที่คิด
✅ สร้างสภาพแวดล้อมย่อย (Microclimate) ที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของพืชและความสบายของผู้ใช้งาน
✅ ลดอุณหภูมิและการระเหยของน้ำ ช่วยประหยัดพลังงานในโรงเรือนและฟาร์ม
✅ ป้องกันการเสื่อมของวัสดุและทรัพย์สินกลางแจ้ง เช่น รถยนต์ เครื่องมือ เฟอร์นิเจอร์ไม้
✅ ส่งผลทางอ้อมต่ออายุการใช้งานของพื้นที่ และลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว
การเลือกค่ากรองแสงที่เหมาะสม คือการออกแบบ “ความสบาย และความยั่งยืน” ให้กับพื้นที่ใช้งาน
เลือกซื้อผ้าสแลนคุณภาพจากสยามเน็ตอินดัสตรีส์
ผ้าสแลนคุณภาพดี ต้องมาจากการควบคุมเส้นใยให้แข็งแรง ทนต่อแรงดึง และใช้งานได้นานในทุกสภาพแวดล้อม เพราะเหตุนี้ เราจึงให้ความสำคัญกับการตรวจสอบคุณภาพเส้นใยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นใยแบบแบน (HDPE Flat Yarn) ที่ต้องรับแรงดึงตัวสูง มีเนื้อผิวสัมผัสกับรังสีความร้อนจากแสงแดดเป็นส่วนใหญ่ และมีความหนาบางกว่าเส้นใยกลม
ข้อมูลอ้างอิง
-
Different Types of Knitted Shade Net and Their Uses. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 จาก Different Types of Knitted Shade Net and Their Uses – OMB Textiles
-
Polyethylene vs Polypropylene: When to Choose What?. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 จาก Polyethylene vs Polypropylene ( PE vs PP ): A Comprehensive Comparison Guide